mee's profile☼ »–(¯`I'm jUsT pUNk´¯)...PhotosBlogListsMore Tools Help

mee naka

Occupation
Location
Interests
aBovE~~mY~~(seLf)

☼ »–(¯`I'm jUsT pUNk´¯)–» ☼

$#~~*v ก็แค่ใจมันรัก*^$$@~##~~

Clock

Loading...

สุขสันวันอีดิลอัฎฮาครับ

กูลลุอาม วะอันตุม บิเครรรรรร
 
ขอ อัลเลาะห์ (ซ.บ.)ทรงคุ้มครองทุกๆๆคนนะครับ
 
คิดหวังสิ่งใดขอ ให้ได้รับการตอบรับ
 
ประสพความสำเร็จทั้ง การงาน ความรัก และการศึกษา
 
สุขสันวันอีดครับ

ก็แค่ pUnk

 

 

i'm just punk

จิตวิญญาณ

วิญญาณ จิต และสติปัญญา มนุษย์ให้ความสนใจถึงเรื่องวิญญาณมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว จนกระทั้งทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ยังมีความตั้งใจที่จะรู้ถึงวิญญาณ แก่นแท้ และความสัมพันธ์ของมันที่มีต่อร่างกายในช่วงที่มีชีวิตและหลังความตาย แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถที่จะยืนยันความคิดที่ถูกต้องได้ เพราะวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ทรงปกปิดมันไว้ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่พระองค์ทรงเปิดเผยให้รู้
ดังที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ในซูเราะฮฺอัลอิสรออฺโองการที่ 85 ว่า ﴿
ويسألونك عن الروح قل الروح من أمر ربى وما أوتيتم من العلم إلاّ قليلا
 
﴾ ความว่า: “และพวกเขา (ยิว) จะถามเจ้า (มูฮัมมัด) เกี่ยวกับวิญญาณ จงกล่าวเถิดว่า เรื่องวิญญาณนั้นเป็นไปตามพระบัญชาของพระผู้อภิบาลของฉัน และพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”. ในปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยบางแห่งในยุโรปและอเมริกายอมรับการมีวิชาว่าด้วยวิญญาณ

< ... และได้ทำให้วิชานี้เป็นแขนงหนึ่งในการศึกษาไปพร้อมๆ กับด้านอื่นๆ จากเรื่องต่างๆ ที่เหนือธรรมชาติ เรื่องของวิญญาณเป็นเรื่องหนึ่งจากเรื่องเร้นลับที่อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ทรงปกปิด ดังนั้นจะไม่มีผู้ใดได้ล่วงรู้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการทดลองใดๆ นอกจากเพียงน้อยนิดเท่านั้น และส่วนที่น้อยนิดนี้ก็เป็นส่วนที่อัล-กุรอานและอัลฮาดีษได้บอกเอาไว้ จากการสร้างท่านอาดัมซึ่งที่ถูกกล่าวไว้ในซูเราะฮฺอัลฮิจริ์โองการที่ 29 ว่า ﴿

فإذا سويته ونفخت فيه من روحى فقعوا له ساجدين
 
﴾ ความว่า: “ต่อมาเมื่อข้าได้สร้างเขาจนครบสมบูรณ์แล้ว และข้าได้เป่าจากวิญญาณของข้าเข้าไปในตัวเขา ดังนั้นพวกเจ้าทั้งหลายจงก้มลงกราบ (ซุยูด) ต่อเขาเถิด” อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ทรงใช้ให้บรรดามลาอิกะฮฺก้มลงซุยูดต่อท่านอาดัมหลังจากที่เป่าวิญญาณเข้าไปแล้วไม่ใช้เพื่อเป็นการสักการะแต่เพื่อเป็นการให้เกียรติต่อวิญญาณที่อยู่ในตัวท่านอาดัม และนี้ก็เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ตำแหน่งของวิญญาณเป็นตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ และเป็นสิ่งที่ชี้ว่าวิญญาณไม่ใช้สิ่งที่ทำให้มนุษย์นั้นมีชีวิตอยู่ได้ มนุษย์เท่านั้นเป็นผู้ที่มีวิญญาณซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มลาอิกะฮฺก้มซุยูด แต่สัตว์และสรรพสิ่งต่างๆ ต่างก็มีชีวิตโดยปราศจากวิญญาณ หากว่าสัตว์มีวิญญาณแน่นอนอัลลอฮฺจะต้องสั่งใช้ในมลาอิกะฮฺซุยูดต่อสัตว์ตัวแรกที่พระองค์ได้สร้างขึ้นมา และอัลลอฮฺ(ซุบฮาฯ)ทรงให้เกียรติต่อวิญญาณที่เป่าเข้าไปในตัวท่านอาดัมโดยใช้คำว่า ( روحىวิญญาณของข้า) ดังนั้นท่านอาดัมจึงได้รับสิทธิด้วยการให้เกียรติของบรรดามลาอิกะฮฺ และเนื่องจากวิญญาณนี้และตำแหน่งคอลีฟะฮฺในดุนยานี้ ท่านอาดัมและมนุษย์ทั้งหมดจึงต้องแบกรับหน้าที่ที่สำคัญยิ่งที่อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ทรงมอบหมายแก่พวกเขา เพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมายของพระองค์บนโลกใบนี้ ...... ยังไม่จบนะครับ แล้วจะนำมาให้อ่านกันอีก

มาเที่ยวอียิปห์ กันไหม

เมืองหลวงของอียิปต์ในยุคก่อนแบ่งแยกเมืองออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นด้านการบริหาร
อีกส่วนเป็นด้านศาสนา คำว่า " ไคโร" นั้น ได้มาจากคำภาษาอาหรับที่ว่า "อัลกอฮิเราะห์" ซึ่งต่อๆมาพ่อค้าชาวอิตาลีเรียกกัน ด้วยความเข้าใจผิด จนกลายมาเป็น ไคโร ในปัจุบันนี่ละครับ ซึ่งตามปกติคนอียิปต์ก็เรียกว่า "อัลกอฮีเราะห์ " อยู่แล้ว
 แต่คนต่างชาติอย่างเราๆๆเนียะจะเรียกว่า "ไคโร" ครับ ซึ่งเหมือนกับชื่อประเทศ เราเรียกว่า "อียิปต์ " แต่คนอียิปต์ เองเค้าเรียกว่า " มัสริ" หรือ "มิสริ" ครับ เมืองส่วนใหญ่ของไคโรเก่ายังไม่ถูกทำลาย จนกระทั้งอังกฤษเข้ามายึดครอง แต่มีบางส่วนที่ถูกทำลายไปก็อย่างเช่น ป้อมปราการโรมันของบาบิโลน

 ป้อมปราการนี้อยู่ ในย่าน "มิสริ อัลอะดีม" ซึ่งเราสามารถชมส่วนที่เหลือได้จากพิพิธภัณคอปติกซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน "มารีกิรกิส" ในบริเวณนี้จะมีโบสถ์ของคริสเตียนเยอะมาก พิพิธภัณนี้ตั้งขึ้นในที่ดินของโบสถ์คอปติก โดยมีเอกชนเป็นผู้อุปการะ และรัฐบาลเข้ามาดูแลในปี 1931
 เมื่อท่านไปเดินอยู่ในย่านนี้จะทำให้ท่านเหมือนกับว่า กลับไปเดินอยู่ในช่วงร้อยปีที่แล้วละครับ ( หรือว่าผมคิดไปเอง ) ถัดขี้นไปทางตะวันออก ของไคโรเก่า ท่านจะพบกับ "ฟัตทัต" หรือ "ฟัตฮะ" ซี่งเป็นเมืองหลวงของมุสลิมแห่งแรกในอียิปต์ ที่สร้างขึ้นโดย อัมร์ อิบนุ อัลอาส ซึ่งเป็นคนที่นำอิสลามเข้ามาในอียิปต์ และได้ก่อสร้าง สุเหร่าแห่งแรก ของอียิปต์ หรือ ของแอฟริกาก็ว่าได้ คือสุเหร่า อัมร์ อิบนุ อัลอาส ถูกสร้างขึ้นในปี 641 และมีการบูรณะใหม่ หลายครั้ง จนกระทั้งปลายศตวรรษที่ 18 ก่อนที่ฝรั่งเศสจะบุกอียิปต์
สุเหร่าแห่งนี้ถูกสร้างใหม่ให้มีขนาดใหญ่อีกครั้ง ซึ่งว่ากันว่า ตัวของสุเหร่าแห่งนี้เดิมทีมีพื้นที่ แค่ 7 คูณ 7 ศอก ( เค้าเล่ากันมานะ ) จากนั้นเรา โบกแทกซี่มาอีกหน่อย ก็จะพบสุเหร่า อิบนุ ตูลูน ซึ่งถือเป็นงานสถาปัตยกรรมชิ้นเองแห่งหนึ่ง ในโลกมุสลิม ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างแห่งเดี่ยวที่เหลืออยู่ของ อิบนู ตูลูน ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดของไคโรเก่า นอกนั้นก็ถูกราชวงศ์อับบาซี่ ทำหลายหมดหลังจากกลับมายึดครอง อีกครั้ง ตัวสุเหร่าถูกสร้างด้วยอิฐแดง

และปูนสตักโค ส่วนลวดลายบนกำแพงไม้มะเดื่อ ที่เป็นคำสอนจากคำภีร์อัลกุรอ่าน รอบสุเหร่าที่ยาวกว่า 2 กม. สำหรับยอดโดมของสุเหร่าขัดเป็นวง ซึ่งมีบันไดด้านนอก หมุนรอบขึ้นไป ซึ่งมีเพียง 3 แห่งในอียิปต์ เพราะสุเหร่าส่วนมากของที่ จะมีบันไดอยู่ในตัวโดม
 ถัดมาอีกไม่ใกลนักก็จะเป็น ซาบีล-กุตตาบ ก็คือโรงเรียน และเป็นสถานที่จ่ายน้ำดื่มให้กับคนทั่วไปฟรีๆๆ ที่มารดาของอับบาสที่หนึ่งผู้สืบทอดต่อจากมูฮัมหมัดอาลี เป็นผู้สร้างในปี 1867 ในสไตล์ออตโตมัน ถัดมาทางตะวันตกเฉียงเหนือ จะพบอาคารใหญ่สองหลังซึ่งอยู่คู่กัน นั้นก็คือ มัดรอซะห์ สุลตอนฮาซัน และสุเหร่าเชคริฟาอี ตั้งอยู่บนถนนมูฮัมหมัดอาลีมัดรอซะห์ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยสุตอนฮาซัน
 สร้างขี้นในระหว่างปี 1356 ถึงปี 1363 ส่วนสุเหร่าเชคริฟาอีสร้างขึ้ระหว่างปี 1869 ถึงปี 1912 จะเห็นได้ว่าสถานที่ทั้งสองถูกสร้างห่างกันถึงประมาณ 500 ปีเลยที่เดี่ยว แต่กับมาตั้งอยู่คู่กัน ด้านภายในสุเหร่าเชค ริฟาอี เป็นที่ฝังศพของมารดา ของคาดีฟ อิสมาอีล
และตัวคาดีฟ กับลูกชายทั้งสี่ รวมถึง ฮูเซ็น คาเมล กษัตริย์ ฟูอาด และกษัตริย์ ฟารูก ส่วนมัดรอซะห์สุลตอนฮาซันตั้งอยุ่คุ่กับสุเหร่าริฟาอี ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบบาห์รีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และมีขนาดใหญ่เป็นที่สองรองมาจากสุเหร่าอิบนุ ตูลูน เมื่อเทียบกับสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ของไคโร โดยมีกำแพงที่สูงถึง 117 ฟุต และเคยใช้เป็นป้อมปราการ ถึง 2 ครั้ง 2 คราว ในช่วงสงครามการปฏิวัตมัมลูก

 และช่วงต่อต้านการรุกรานของพวกออตโตมัน ภายในมีลักษณะ เป็นรูปทรง บวก หรือทรงไม้กางเขน มีโถงตรงกลางเป็น ที่ใช้สำหรับ อาบน้ำละหมาดเพื่อทำละหมาด ของชาวมุสลิม ในมุมทั้งสี่ด้านของสุเหร่าเป็นที่สำหรับสอน หนังสือ ของสี่ มัสฮัม ในศาสนาอิสลาม หรือที่คนไทยเราเรียกว่า " นิกาย "
แต่จริงๆๆแล้ว ในอิสลาม ไม่มีนิกาย แต่เป็นสำนักความคิดของแต่ละกลุ่ม ซึ่งใน ปัจุบันปิดทำการสอนไปแล้ว แต่ก็ยังมีในทุกๆๆวันศุกร์โดยมีอาจารย์ระดับดอกเตอร์มาทำการสอนหลังจากพิธีละหมาดวันศุกร์ และยังมีผุ้สนใจ เข้ามารับฟังมากมาย ตั้งแต่เด็กเล็กๆๆไปจนถึงผู้ใหญ่
 เพราะว่าวันศุกร์
เป็นวันหยุดราชการ ของอียิปต์ และของอิสลามด้วย จึงทำให้มีคนมาชุมนุมที่นี่กันมากมายพอสมควร ส่วนประตูไม้ตรงทางเข้า ปิดด้วยสัมฤทธิ์และมีเส้นลวดลายเป็นเงิน ในรูปแบบเลขาคณิต ปัจจุบันได้ถูกสุลตอน มูเอย์ยาด ซีค ย้ายออกไปในปี 1416 เพื่อไปใช้ทำสุเหร่าใกล้กับ บับซูเวย์ลาห์
 ซึ่งยังคงเห็นกันอยู่ และพื้นหินอ่อนเดิม ก็ถูกสุลตอน ซาลิม ส่งไปยังอิสตันบูล ในตุรกี หลังจากที่ออตโตมันได้รับชัยชนะ แต่สิ่งดังกล่าวมิได้บั่นทอนความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี่ลงเลยยยยยยยย....... i'm punk..

#$%~**$@#%%#@@@!~

....welcome to my life..... i'm punk ....

 
 

101  
Photo 1 of 1